Top
 

วิทยาการคำนวณ ป.6 หน่วย 4 เรื่อง อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต แนวทางในการป้องกัน

Imagineering Education / บทเรียนวิชาวิทยาการคำนวณ  / DIGITAL KIDS  / วิทยาการคำนวณ ป.6 หน่วย 4 เรื่อง อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต แนวทางในการป้องกัน

วิทยาการคำนวณ ป.6 หน่วย 4 เรื่อง อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต แนวทางในการป้องกัน

ระดับชั้น : ประถมศึกษาปีที่ 6
หน่วยที่ : 4
เรื่อง : อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต แนวทางในการป้องกัน
สาระ : สาระที่ 4 เทคโนโลยี
ตัวชี้วัด :
ว 4.2 ป 6/4 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิของผู้อื่น แจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบข้อมูลหรือบุคคลที่ไม่เหมาะสม

ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Ditigal Literacy)

หมายถึง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างปลอดภัย รู้เท่าทันสื่อ นวัตกรรม ผลกระทบต่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อการดำเนินชีวิต อาชีพสังคมและวัฒนธรรม

แนวคิดสำคัญ

  • อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต แนวทางในการป้องกัน
  • วิธีกำหนดรหัสผ่าน
  • การกำหนดสิทธิ์การใช้งาน (สิทธิ์ในการเข้าถึง)
  • แนวทางการตรวจสอบและป้องกันมัลแวร์
  • อันตรายจากการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต

 

*เนื้อหาและรูปภาพการ์ตูนลิปดาโพล่านี้คือตัวอย่างหนังสือวิทยาการคำนวณ เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอิมเมจิเนียริ่ง เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ไม่อนุญาตให้นำภาพประกอบไปใช้ในเชิงธุรกิจหรือแสวงหาผลกำไรต่าง ๆ หากต้องการนำเนื้อหาและรูปภาพไปใช้รบกวนติดต่อทีมงานก่อนทุกครั้ง เพื่อส่งเรื่องให้ทางผู้บริหารพิจารณาอนุมัติ

อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต (Cyber Crime)

อาชญากรรมทางโลกไซเบอร์หรือทางอินเทอร์เน็ต เป็นการกระทำที่ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อทำให้มุ่งหวัง เจาะระบบคอมพิวเตอร์ ขโมยหรือทำลายข้อมูล หรือ ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำร้ายหรือขโมยข้อมูลของบุคคลอื่น  โดยมุ่งหวังให้บุคคลใดได้ประโยชน์ ซึ่งจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 สามารถแบ่งวิธีการที่อาชญากรใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดอาชญากรรมได้ 3 แบบ คือ

 

  1. เจาะหรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์

เช่น การเข้าถึง ระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือ การนำข้อมูลการป้องกัน ระบบคอมพิวเตอร์ ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะไปเปิดเผยโดยไม่ชอบ การกระทำเพื่อให้การทำงานของ ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ  การส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์รบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่นโดยปกติสุข เช่น SPAM Mail, Malware , Virus เป็นต้น

 

  1. ทำลายหรือขโมยข้อมูลคอมพิวเตอร์

เช่น การเข้าถึง  การดักรับ การทำให้เสียหาย ทำลายแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยไม่ชอบ การ กระทำผิดต่อความมั่นคง

  1. ก่อความเสียหายแก่ ข้อมูลคอมพิวเตอร์
  2. กระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและเศรษฐกิจ
  3. เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต

 

  1. การนำคอมพิวเตอร์มากระทำความผิด

เช่น ภาพลามกอนาจาร ผู้ให้บริการจงใจสนับสนุน-ยินยอมให้มีการ

กระทำความผิดรวมถึงการตกแต่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาพบุคคล

1.การเงิน เป็นการขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเงิน หรือเพื่อทำลายข้อมูลหรือระบบคอมพิวเตอร์ของ อี-คอมเมิร์ซ

2.การละเมิดลิขสิทธิ์ การขโมยผลงานที่มีลิขสิทธิ์ เพื่อนำไปจำหน่ายหรือเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์

3.การเจาะระบบ เป็นการใช้โปรแกรมเพื่อเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อขโมยข้อมูล หรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การก่อการร้าย การเรียกค่าไถ่

4.การก่อการร้ายทางคอมพิวเตอร์ เป็นการเจาะระบบคอมพิวเตอร์และนำเข้าหรือส่งออกเพื่อทำลายหรือเรียกค่าไถ่ หรือส่งข้อมูลที่ผิดต่อความมั่นคง

5.ข้อความและภาพอนาจารทางออนไลน์เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการส่งข้อมูลที่ไม่เหมาะสม เช่น ข้อความล่อแหลม

ภาพลามกอนาจาร ภาพตัดต่อ

6.การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต เป็นการนำเข้าหรือส่งออกข้อมูลอันเป็นเท็จที่มีผลกระทบต่อบุคคลหรือองค์กรต่างๆ

รูปแบบการโจมตีของอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต

แฮกเกอร์(Hacker) คือ ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจหาข้อผิดพลาดหรือช่องทางในระบบคอมพิวเตอร์ที่จะเข้าไปขโมยข้อมูล หรือ ทำลายให้เสียหาย ซึ่งจะเรียกว่า Hacking

ฟิชชิ่ง(Phishing) คือ อันตรายทางอินเทอร์เน็ต มักจะมาในรูปแบบการปลอมแปลงอีเมล ข้อความ หรือการเข้ามาพูดคุย เพื่อหลอกให้เราเปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงินหรือข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หมายเลขประจำตัวผู้ใช้ รหัสผ่าน หมายเลขบัตรประจำตัว เป็นต้น

สแปม (Spam) คือ การส่งอีเมลหรือข้อความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ ส่วนใหญ่ทำเพื่อการโฆษณาเชิงพาณิชย์ มักจะเป็น สินค้า บริการ หรืองาน ที่อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งจะก่อความรำคาญให้กับผู้ที่ได้รับ

ไวรัส (Virus) คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัตินําตัวเองไปติดหรือทำสำเนากับไฟล์ในคอมพิวเตอร์ โดยเมื่อไวรัสเข้าไปติดในไฟล์ใดไฟล์หนึ่งแล้วจะแพร่กระจายไปติดไฟล์อื่น หรือ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังไฟล์ของอีกคอมพิวเตอร์หนึ่ง ซึ่งเมื่อไวรัสเข้าไปติดในไฟล์แล้วอาจจะทำลายไฟล์คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ หรือ ฮาร์ดแวร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของไวรัสตัวนั้นๆ

ม้าโทรจัน(Trojan) คือ โปรแกรมหรือเครื่องมือของแฮกเกอร์ในการเจาะระบบ โดยจะหลอกให้ผู้ใช้โหลดเข้าไปในคอมพิวเตอร์ โทรจันจะนำพา spyware เข้าสู่คอมพิวเตอร์หรือเข้าสู่โปรแกรม เพื่อเข้าไปเปิดระบบความปลอดภัยของเครื่องคอมพิวเตอร์

การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต ถือเป็นอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรืออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เป็น พ.ร.บ. ฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นฉบับที่แก้ไขจาก ฉบับปี พ.ศ. 2550 โดยมีการเพิ่มอัตราโทษปรับและจำคุกเพิ่มขึ้น และปรับบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

อันตรายจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต

เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นการสื่อสารที่อิสระ บุคคลทั่วไปสามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ถึงแม้จะมีกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2560 ก็เป็นเพียงการลงโทษ ผู้ใช้งานจึงควรเข้าใจถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการโดนโจรกรรมข้อมูล การโจมตีจากไวรัสแฮกเกอร์ และจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ มัลแวร์ การถูกหลอกลวง โจมตี โฆษณาชวนเชื่อ กลั่นแกล้ง โดยเฉพาะผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน

แนวทางป้องกันอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต

อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตนั้นมีจุดประสงค์ที่จะมุ่งหวัง 3 ประการคือ การเจาะระบบคอมพิวเตอร์ เจาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ และ การใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตในการก่ออาชญากรรม เพราะฉะนั้นแนวทางป้องกันก็คือ การไม่ให้แฮกเกอร์ทั้งหลายเจาะเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา ทราบข้อมูลของเราได้ หรือใช้คอมพิวเตอร์ของเราในการก่ออาชญากรรมได้

สิทธิ์การใช้งาน (Permission)

คือ สิทธิจำเพาะ สิทธิพิเศษ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลหรือการควบคุมการใช้งานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งการกำหนดสิทธิ์เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานเพื่อป้องกันอาชญากรหรือผู้ไม่หวังดี การเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เข้ามาทำลาย ขโมยข้อมูลไป โดยสิทธิ์ในการใช้งาน ของไฟล์งานสามารถสังเกตได้จากการคลิกขวาที่ไฟล์และเลือก คำสั่ง Properties และ เลือกคำสั่ง Security และสังเกตบริเวณ Permission ซึ่งเป็นการกำหนดสิทธิ์ในการใช้งาน

วิธีการกำหนดรหัสผ่าน (Password)

เว็บไซต์ต่างๆ จะให้ผู้ใช้งานกำหนดตัวตนของผู้ใช้งานในการเข้าถึงข้อมูล หรือการกำหนดสิทธิการใช้งานของผู้ใช้งาน (User) โดยผู้ใช้งานต้องใส่ชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่าน วิธีการเจาะรหัสผ่านของแฮกเกอร์จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่จะเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เหมือนการเปิดกุญแจเข้าไป การกำหนดรหัสผ่านการใช้งานที่ดี จึงเป็นวิธีการแนวทางการป้องกันแฮกเกอร์ได้ดีที่สุด ซึ่งการตั้งค่ารหัสผ่านให้ปลอดภัยมีดังนี้

มัลแวร์ (Malware) ที่ย่อมาจาก (Malicious Software) หรือซอฟต์แวร์ประสงค์ร้าย เป็นชื่อเรียกโดยรวมของเหล่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกชนิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งร้ายต่อคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เช่น ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เสียหาย ข้อมูลเสียหาย ขโมยข้อมูล ขโมยรหัสผ่าน หรือควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ตัวอย่าง มัลแวร์ที่น่าสนใจ เช่น

  1. ไวรัส (Virus) เป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยเอาตัวเองไปแนบหรือติดกับไฟล์ที่ต้องเรียกใช้งานเช่น Execute ไฟล์ (.exe)

หรือไฟล์ word (.doc) หรือไฟล์ autorun ในแฟลชไดรฟ์ เนื่องจากไวรัสจะทำงานก็ต่อเมื่อมีการเรียกใช้ไฟล์ ซึ่งจะทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง ข้อมูลเสียหายหรือหายไป และแพร่กระจายต่อไป

  1. เวิร์ม (Worm) เป็นโปรแกรมที่สามารถแพร่กระจายตัวเองได้โดยอัตโนมัติโดยทำการคัดลอกไฟล์ตัวเองและกระจายตัวเองออกไป จากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งทางระบบเครือข่ายซึ่งสามารถแพร่กระจายไปได้เร็วกว่าไวรัส และไม่ต้องอาศัยการเปิดไฟล์เพื่อแพร่กระจายไปเหมือนไวรัส โดยเวิร์มจะทำอันตรายให้กับระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลของคอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบบเครือข่าย เช่นทำให้เครื่องช้าลง หรือเกิดไฟล์อันไม่พึงประสงค์ต่างๆ ขึ้นมา
  2. โทรจันฮอร์ส (Trojan horse) เป็นโปรแกรมที่หลอกให้ผู้ใช้งานเปิดไฟล์ที่หลอกว่าปลอดภัย แต่เมื่อเปิดแล้วจะมีโปรแกรมที่แฝงตัวมาสำหรับขโมยข้อมูลหรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์โดยโทรจันส่วนใหญ่จะถูกแนบมากับ E-mail โดยหลอกว่าท่านถูกรางวัล หรือ หลอกว่าบัญชีการเงินในอินเทอร์เน็ตมีปัญหา
  3. Backdoor เป็นโปรแกรมที่แฮกเกอร์จะแอบติดตั้งไว้ เป็นโปรแกรมที่จะไม่แพร่กระจายเหมือนไวรัส แต่จะแอบเข้าไปขโมยข้อมูลผู้ใช้งาน และควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ทั้งในทางที่ดี เช่น ใช้ทดสอบระบบได้อย่างรวดเร็ว หรือในทางไม่ดี เช่น โจมตีระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ
  4. Rootkit เป็นโปรแกรมที่ซ่อนตัวอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด (Root) ของโปรแกรม เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากโปรแกรมป้องกันไวรัส และจะทำการขโมยข้อมูลหรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง Rootkit สามารถนำมาปกป้องการละเมิดลิขสิทธิ์ของแผ่น CD เพลง โดยจะทำการซ่อนไฟล์ของเพลงเพื่อไม่ให้ผู้ต้องการละเมิดคัดลอกข้อมูลได้
  5. สปายแวร์ (Spyware) คือโปรแกรมที่จะทำการแอบดูและบันทึกพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ และขโมยข้อมูลส่วนตัว เช่น บัญชีชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่าน หรือข้อมูลทางการเงิน หรือพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของเครื่องนั้น พร้อมทั้งส่งข้อมูลดังกล่าวไปในเครื่องปลายทางที่ได้ระบุเอาไว้อีกด้วย
  6. Ransomware เป็นมัลแวร์ที่เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วจะทำการเข้ารหัสหรือล็อกรหัสไฟล์ ซึ่งผู้ใช้จะไม่สามารถเปิดไฟล์หรือคอมพิวเตอร์หรือเว็บไซต์ได้ และจะส่งข้อความ “เรียกค่าไถ่ (Ransom)” เพื่อแลกกับการถอดรหัสเพื่อกู้ข้อมูลคืนมา โดย Ransomware ที่โด่งดัง เช่น WannaCry

หมายเหตุ : Malicious แปลว่า ประสงค์ร้าย Malware คือ ซอฟต์แวร์ประสงค์ร้าย

 

แนวทางการตรวจสอบมัลแวร์

การติดมัลแวร์มีหลายวิธีเช่น ติดตั้งตัวเองลงในเครื่องหรือ หลอกให้ผู้ใช้งานเรียกใช้โปรแกรมมัลแวร์ โดยจะส่ง อีเมล เข้ามาแล้วบอกว่าถูกรางวัล หรือ มีปัญหาด้านการเงิน โดยไฟล์ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบ .exe .bat .com แต่บางครั้งจะเปลี่ยนเป็นชนิดไฟล์เป็น PDF หรือ Word เพื่อ    หลอกลวงให้ผู้ใช้งานเรียกใช้ไฟล์ วิธีการแพร่กระจายมัลแวร์ อีกแบบคือ การติดผ่าน USB Drive หรือ ปล่อยไฟล์มัลแวร์ไปในเว็บไซต์ที่ให้ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เถื่อนซึ่งเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ติดมัลแวร์ไปแล้วสามารถตรวจสอบได้ดังนี้

มัลแวร์จะสามารถติดได้โดยการหลอกให้ผู้ใช้งานเรียกใช้ไฟล์ หรือหลอกให้เข้าเว็บไซต์หรือหลอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรม หรือหลอกให้เสียบ Flash Drive ที่มีมัลแวร์ และจะได้แพร่กระจายมัลแวร์ไปยังเครื่องอื่นๆ เพราะฉะนั้นการป้องกันมัลแวร์ที่สำคัญคือ การที่จะต้องเปิดระบบป้องกันความปลอดภัย การไม่ดาวน์โหลดโปรแกรมเถื่อน หรือไม่รับอีเมลแปลกปลอม และติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus) หรือมัลแวร์ และควรปรับปรุงหรือ Update โปรแกรมอยู่เสมอเพราะมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา

การติดตั้งซอฟต์แวร์ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีความเร็วสูงจนทำให้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และมีระบบการเก็บข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า ระบบการประมวลผลแบบ กลุ่มเมฆ (Cloud Computing) โดยข้อมูลที่จะดาวน์โหลดมาใช้นั้นเป็นเป้าหมายของกลุ่มมิจฉาชีพ ตัวอย่างเช่น มิจฉาชีพจะฝังมัลแวร์ไว้กับซอฟต์แวร์เถื่อน เมื่อผู้ใช้งานดาวน์โหลดลงมาและเรียกใช้งานจะทำให้มัลแวร์แพร่กระจายไปทำให้เกิดอันตรายต่อระบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการติดตั้งหรือดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตต้องมาจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้หรือจากเว็บไซต์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย

อันตรายจากการติดตั้งซอฟต์แวร์บนอินเทอร์เน็ต

ซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพในโลกอินเทอร์เน็ต เนื่องจากผู้ใช้งานต้องการใช้งานซอฟต์แวร์จึงต้องดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม เมื่อใช้งานซอฟต์แวร์เถื่อนนั้นจะทำให้ไวรัสหรือมัลแวร์สามารถแพร่กระจายไปได้

ดังนั้นการที่จะติดตั้งซอฟต์แวร์หรือดาวน์โหลดข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจึงจำเป็นจะต้องดาวน์โหลดจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ไม่ควรดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์เนื่องจากซอฟต์แวร์เถื่อนเหล่านั้น ส่วนใหญ่จะมีไวรัส หรือมัลแวร์แฝงตัวอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้

อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต

จุดประสงค์ 

ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิของผู้อื่น แจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบข้อมูลหรือบุคคลที่ไม่เหมาะสม (ว.4.2 ป.6/4)

อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

คุุณครูคะ ลิปดาสามารถคัดลอกข้อมูลและรูปภาพจากในหนังสือ มาใส่ในงานเขียนของลิปดาได้หรือไม่คะ คุณครูตอบว่าได้เหมือนกันนะ แต่ลิปดาควรจะเขียนอ้างอิงข้อมูลด้วยนะ ถ้าหากไม่เขียนเจ้าของผลงานจะมาแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของผลงาน ซึ่งจะทำให้กลายเป็นอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตนะคะ

กำหนดปัญหา

อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตคืออะไร

 ขั้นตอนการทำกิจกรรม

  1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม 3-4 คน อ่านใบความรู้หน้า 108 – 111
  2. ให้นักเรียนจับฉลากเลือก ประเภทของอาชญากรรม โดยให้คุณครูเป็นผู้กำหนด มา 1 ประเภท
  3. ให้นักเรียนค้นหาข่าว อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตที่นักเรียนเลือกมาได้
  4. ให้นักเรียนร่วมกันบรรยายหน้าชั้นเรียนถึงดังหัวข้อต่อไปนี้

– อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตนี้คืออะไร

– อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตนี้ส่งผลกระทบอย่างไรกับบุคคลอื่นอย่างไร

วิเคราะห์ผล

นักเรียนเคยพบ อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต หรือไม่อย่างไร

สรุปท้ายกิจกรรม

  1. ให้อธิบายว่าอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้อื่น
  2. ให้นักเรียนอธิบายวิธีการของอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต
  3. ให้ยกตัวอย่างประเภทขอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตมา 3 ตัวอย่าง

คำถามต่อยอดความรู้

นักเรียนสามารถนำความรู้เรื่องอาชญกรรมทางอินเทอร์เน็ตไปใช้ประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวันบ้าง

สำรวจทักษะที่ได้รับ

จากกิจกรรมนี้นักเรียนคิดว่านักเรียนได้รับทักษะอะไรบ้าง

แกล้งเพื่อนแค่นี้ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วยหรือ

จุดประสงค์ 

ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิของผู้อื่น แจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบข้อมูลหรือบุคคลที่ไม่เหมาะสม (ว.4.2 ป.6/4)

อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

แย่แล้วครับ โพล่าบอกคุณพ่อไม่รู้ใครส่งข้อมูลมาใส่ร้ายโพล่าครับ “บอกว่าโพล่าไม่ตั้งใจเรียนและตัดต่อรูปโพล่าจนน่าเกลียดครับ” คุณพ่อจึงอธิบายว่า การกระทำเช่นนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตมีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 โพล่าควรปรึกษาคุณครูและบอกคนอื่นว่าไม่ควรทำเพราะอาจจะได้รับโทษทางกฎหมาย

กำหนดปัญหา

อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต

 ขั้นตอนการทำกิจกรรม

  1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม 3-4 คน อ่านใบความรู้หน้า 114-119
  2. ให้คุณครูกำหนดหัวข้อการกลั่นแกล้งเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตให้แต่ละกลุ่มเลือก
  3. ให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ว่าเป็นอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตหรือไม่
  4. หากเป็นให้วิเคราะห์ว่าผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ข้อใด และมีบทลงโทษทางกฎหมายอย่างไร
  5. ให้นักเรียนนำเสนอหน้าชั้นเรียนหรือในรูปของนิทรรศการ

วิเคราะห์ผล

จากตัวอย่างเรื่องการกลั่นแกล้งเพื่อนทางอินเทอร์เน็ตทีี่คุณครูยกตัวอย่างให้นักเรียนเคยพบเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับตัวอย่างหรือไม่อย่างไร

สรุปท้ายกิจกรรม

  1. นักเรียนมีวิธีการใดเพื่อแก้ปัญหา การกลั่นแกล้งกันทางอินเทอร์เน็ต
  2. ให้นักเรียนอธิบายว่า การกลั่นแกล้งกันทางอินเทอร์เน็ตถือเป็นความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ อย่างไร

คำถามต่อยอดความรู้

นักเรียนสามารถนำความรู้เรื่อง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ไปใช้ประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวันบ้าง

สำรวจทักษะที่ได้รับ

จากกิจกรรมนี้นักเรียนคิดว่านักเรียนได้รับทักษะอะไรบ้าง

อันตรายจากการใช้งานทางอินเทอร์เน็ตแนวทางในการป้องกัน

จุดประสงค์ 

ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิของผู้อื่น แจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบข้อมูลหรือบุคคลที่ไม่เหมาะสม (ว.4.2 ป.6/4)

อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

ลิปดาทำอะไรอยู่ ลิปดากำลังซื้อของออนไลน์อยู่ค่ะ ถูกมากเลยไม่เคยเห็นที่ไหนถูกขนาดนี้เลย ลิปดาต้องระวังนะ แต่เพื่อนๆ ซื้อแล้วก็ได้ของกันทุกคนนะคะ ไม่เห็นมีปัญหา อาชญากรทางอินเทอร์เน็ตมีวิธีการหลายอย่างนะในการหลอกลวงผู้ซื้อ ตั้งแต่ทำเว็บไซต์เถื่อน ตั้งราคาถูกจนเกินจริงจนถึงส่งของให้แค่คนบาง กลุ่มแต่ส่วนใหญ่ที่เหลือไม่ส่งให้ก็มีนะคะ

กำหนดปัญหา

อันตรายจากการใช้งานและแนวทางป้องกัน

ขั้นตอนการทำกิจกรรม

  1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม 3-4 คน อ่านใบความรู้หน้า 122 – 125
  2. ให้นักเรียนสืบค้นข่าวอันตรายจากการใช้งานทางอินเทอร์เน็ต 3 ข่าวต่อกลุ่ม
  3. ให้นักเรียนในกลุ่มร่่วมกันวิเคราะห์ดังต่อไปนี้

– เป้าหมายของอาชญากรทางอินเทอร์เน็ตนั้นต้องการอะไร

– วิธีการที่อาชญากรทางอินเทอร์เน็ตใช้หลอกลวงผู้ใช้งานคือ

– แนวทางในป้องกันการอันตรายนี้โดยคิดว่าหากเกิดขึ้นกับตนเองจะทำอย่างไร

  1. ให้นำเสนอหน้าชั้นเรียนโดยการทำเอกสารรายงาน

วิเคราะห์ผล

1.ข่าวอันตรายจากการใช้งานทางอินเทอร์เน็ตที่นักเรียนหามาคล้ายหรือเหมือนกับของเพื่อนหรือ

สรุปท้ายกิจกรรม

ให้นักเรียนเขียนแผนภาพความคิดอันตรายจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตและแนวทางป้องกัน

คำถามต่อยอดความรู้

นักเรียนสามารถนำความรู้เรื่องอันตรายจากการใช้งานทางอินเทอร์เน็ตและแนวทางป้องกันไปใช้ประโยชน์อย่างไรในชีวิตประจำวันบ้าง

สำรวจทักษะที่ได้รับ

จากกิจกรรมนี้นักเรียนคิดว่านักเรียนได้รับทักษะอะไรบ้าง